ประวัติความเป็นมา
ไอโอดีนเป็นเกลือแร่ที่จำเป็นต่อการสังเคราะห์ฮอร์โมนไทรอกซีน ซึ่งหลั่งโดยต่อมไทรอยด์เมื่อร่างกายขาดไอโอดีน
ปริมาณของไทรอกซีนจะลดลง มีผลให้ต่อมพิทูอิทารี (pituitary) หลั่งฮอร์โมนกระตุ้นการเพิ่มจำนวนเซลล์ของต่อมไทรอยด์
ให้มากขึ้น ถ้าต่อมนี้โตมาก ๆ จะกดหลอดอาหารและหลอดลม ทำให้กลืนอาหารและหายใจได้ลำบาก ถ้าเป็นในหญิง
ตั้งครรภ์หรือให้นมลูก จะมีผลทำให้ลูกขาดไอโอดีนได้ เด็กจะมีลักษณะเตี้ยแคระ ปัญญาอ่อน และหูหนวก เป็นใบ้ได้แต่
กำเนิด (วิชัย ตันไพจิตร, 2528) นอกจากการไอโอดีนยังมีส่วนช่วยในการพัฒนาระบบประสาทและสมองของเด็กทารก
โดยเฉพาะช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์อีกด้วยอดีตมักพบโรคคอพอกจากการขาดไอโอดีน ซึ่งพบมากในภาคเหนือ
และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากได้รับไอโอดีนจากอาหารที่มีอยู่ตามธรรมชาติไม่เพียงพอ รัฐบาลจึงได้สนับสนุน
การป้องกันโรคคอพอก โดยเพิ่มไอโอดีนลงในเกลือที่ใช้รับประทานซึ่งทำให้อุบัติการของโรคนี้ลดลง แต่โรคขาดสารไอโอดีน
ก็ยังไม่หมดไปจากประเทศไทยอย่างสิ้นเชิง ปัจจุบันนี้พบโรคเอ๋อ ซึ่งเป็นอาการหนึ่งของการขาดสารไอโอดีนเช่นเดียวกัน
จากการสำรวจสถานการณ์ภาวะขาดสารไอโอดีนในประเทศไทย โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พ.ศ. 2552
ด้วยการเจาะส้นเท้าเด็กทารกจำนวน 760,000 คน พบว่า เด็กทารกร้อยละ 90 มีภาวะขาดสารไอโอดีน คือมีระดับ Thyroid
Stimulating Hormone (TSH) มากกว่า 11.2 มิลลิยูนิตต่อลิตร เกินร้อยละ 3 (เกณฑ์มาตรฐานของWHO/ICCIDD/UNICEF
ปี ค.ศ. 2007) ซึ่งสอดคล้องกับการสำรวจระดับไอคิวของเด็กไทย โดย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ปี พ.ศ. 2552
จากกลุ่มตัวอย่าง 6,000 ราย ใน 21 จังหวัด พบไอคิวเฉลี่ยอยู่ที่ 91 จุด ซึ่งค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับไอคิวเฉลี่ยสากลที่
อยู่ที่ 90-110 จุด ขณะเดียวกันผลการสำรวจพัฒนาการสมวัยในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี ของกรมอนามัย กระทรวง
สาธารณสุข พบมีพัฒนาการสมวัยลดลงเรื่อย ๆ โดยปี 2542 มีพัฒนาการสมวัย ร้อยละ 72 ปี 2547 ร้อยละ 71 และปี
2550 ลดลงเหลือร้อยละ 67
แนวทางการแก้ไขปัญหาตามนโยบาย
โรคขาดสารไอโอดีนเป็นปัญหาสาธารณสุขไทยมากว่า 50 ปีมาแล้ว ประเทศไทยได้มีการดำเนินโครงการต่าง ๆ
เพื่อขจัดโรคขาดสารไอโอดีนให้หมดไปจากประเทศไทย แต่จากการประเมินโครงการขจัดโรคขาดสารไอโอดีนในประเทศ
ไทย โดยคณะผู้เชี่ยวชาญโรคขาดสารไอโอดีนจากต่างประเทศ เมื่อปีพ.ศ.2552 พบว่าประเทศไทยยังไม่มีความก้าวหน้า
เพียงพอในการขจัดโรคขาดสารไอโอดีน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเกลือเสริมไอโอดีนถ้วนหน้า (Universal Salt Iodization :
USI) ทั้งนี้เนื่องจากการเสริมไอโอดีนในเกลือเป็นวิธีที่ปลอดภัย และประหยัดที่สุด เพราะเกลือมีความเค็มจึงเป็นข้อจำกัด
ในการบริโภคทำให้ผู้บริโภคได้รับไอโอดีนในระดับที่ไม่เกินความต้องการของร่างกาย และมีต้นทุนในการเสริมไอโอดีนใน
เกลือเพียง 1.3 บาทต่อคนต่อปีเท่านั้น
คณะกรรมการควบคุมโรคขาดสารไอโอดีนแห่งชาติ ซึ่งแต่งตั้งขึ้นเมื่อ ปีพ.ศ.2532 โดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารี เป็นองค์ประธาน และผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวง ทบวง กรม รวม 11 หน่วยงานเป็นคณะกรรมการ
จึงได้มีการประชุมกันเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ.2553 เพื่อกำหนดแนวทางในการขจัดโรคขาดสารไอโอดีนและเห็นชอบ
ให้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งคัด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
จึงได้ทบทวนและปรับปรุงประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 153) พ.ศ.2537 เรื่อง เกลือบริโภคเพื่อเป็นแนวทางหนึ่ง
ในการขจัดโรคขาดสารไอโอดีนอย่างยั่งยืน